Tuesday, May 17, 2011

สูตรพื้นฐาน การลงทุน

หากพูดกันง่าย ๆ เรื่องการบริหารเงินออม คงต้องยกสูตรคณิตศาสตร์ หลักของการ เก็บเงินมาอ้างอิง ดังนี้
ผลตอบแทนการออมเงินในปีใด ๆ (ปี N ) = เงินออมต้น x อัตราผลตอบแทนยกกำลัง N
ในสมการนี้ มีตัวแปรที่สำคัญเพียง 3 ตัว ที่เป็นคำตอบของความรวย

1. เงินออมต้น
ก็คือ เงินออมที่เราจะเก็บได้ในแต่ละเดือน ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความสามารถ ส่วนบุคคล คือ งานที่ทำได้ดี ก็มีรายได้เยอะ เรื่องรายจ่าย อยู่ที่ลักษณะสังคมเพื่อนที่เราอยู่ และนิสัยส่วนตัว ผมคงไม่แนะอะไร และทำได้ยากที่สุด แต่ผมบอกได้ว่าส่วนของเงินออมต้น หากคนที่มีน้อยอย่างเพิ่งเสียใจ เพราะยังมีอีก 2 ตัวแปร ที่จะทำให้ผลลัพท์ (คือผลตอบแทนจากการลงทุน) ให้มากได้นั้นคือ ข้อ 2 และ 3

2. จำนวนปีที่ลงทุน
ตัวนี้คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่แท้จริง ดั่งคำพูดที่ว่า "หออมก่อนรวยก่อน" เพราะจำนวนปีที่เราเก็บเงิน มันจะเป็ฯตัว "ยกกำลัง" ทำให้ผลตอบแทนโตขึ้นอย่างหลายเท่าตัว ยกตัวอย่าง ดังนี้

วิธีการออมเงิน 10 ล้าน ตอนอายุ 65 ปี
เดี๋ยวนี้ผมว่า คนอายุ 60 ปี ไม่เรียกว่าแก่ ดังนั้นขอเป็นการเกษียณที่ 65 ปี ซึ่งมีวิธีเก็บเงิน โดยสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ย (ผลตอบแทนการลงทุน) อยู่ที่ 10% ต่อปี จะมีวิธีเก็บเงินมากมาย
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 25-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 1,700 บาท พออายุ 66 ปี ก็มี 10 ล้านแล้ว
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 35-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 4,600 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 45-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 13,000 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 55-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 47,500 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 60-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 124,000 บาท


วิธีเก็บเงินทั้ง 5 วิธี สามารถทำให้ท่านมีเงินเก็บ 10 ล้าน ตอนอายุ 65 ปีได้ แต่เดี๋ยวก่อน ทำไมเมื่อเราเก็บเงินตั้งแต่อายุน้อย ๆ เช่น 25 ปี มันดูง่ายดายเหลือเกิน ใช่แล้วครับ เพราะความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ย และเรื่องของเวลานั้นเองที่เป็นคำตอบ ไม่ใช่จำนวนเงินที่เราเก็บหรือระดับรายได้ ลองมาคูณเงินเก็บจริง ๆ กันดูนะครับ
เก็บเงินตั้งแต่อายุ 25 เป็นจำนวน 40 ปี = 1,700 x 12 x 40 = 816,000 บาท
เก็บเงินตั้งแต่อายุ 35 เป็นจำนวน 30 ปี = 4,600 x 12 x 30 = 1,566,000 บาท
เก็บเงินตั้งแต่อายุ 45 เป็นจำนวน 20 ปี = 13,000 x 12 x 20 = 3,120,000 บาท
เก็บเงินตั้งแต่อายุ 55 เป็นจำนวน 10 ปี = 47,500 x 12 x 10 = 5,700,000 บาท
เก็บเงินตั้งแต่อายุ 60 เป็นจำนวน  5 ปี = 124,000 x 12 x 5 = 7,440,000 บาท

ตัวเลขที่ได้ คือการเก็บเงินแบบไม่มีผลตอบแทน หากเก็บเงินตั้งแต่อายุ 25 ปี จนอายุ 65 ปี โดยไม่รุ้จักการบริหารเงินออม พอเกษียณแล้ว ยังมีเงินไม่ถึง 1 ล้านเลย ใช่แล้วครับ เงินเก็บที่ได้ส่วนใหญ่แล้ว เป็นเงินที่ได้จากการลงทุน ไม่ใช่เงินต้นที่เราเก็บจริง ๆ

3. อัตราผลตอบแทน
ตัวแปรสุดท้าย ก็มีความสำคัญ ไม่แพ้เรื่องเวลา และเป็นตัวที่ทำให้คนจนกับคนรวยแตกต่างกัน เพราะคนจนและคนชั้นกลาง ไม่รู้วิธีที่จะนำเงินไป สร้างผลตอบแทนให้สูง จะรู้จักแต่เพียงการฝากธนาคาร ซื่งมีผลตอบแทนเพียง 2-3% ต่อปี แต่คนรวยรู้จักนำเงินมาเล่นหุ้น มาซื้อกองทุน ให้ได้ผลตอบแทนปีละ 15-20%  ลองมาดูตัวอย่าง ว่าผลตอบแทนต่างกัน ให้ผลต่างกันอย่างไร โดยยกตัวอย่างชีวิตเพื่อนผมเอง

ตัวอย่าง ทำได้จริง นายอยากรวย เริ่มงานอายุ 25 ปี ได้เงินเดือน 20,000 และเงินเดือนขึ้นทุกปี จนอายุ 35 ปี มีเงินเดือน 45,000 บาท ในกรณีแบบนี้ ผมให้นายอยากรวย ต้องประหยัดใน 3 ปีแรก ใช้เงินเดือนละ 13,000 บาทเก็บเดือนละ 7,000 บาท พออายุ 28-32 อีก 5 ปี ต่อมาเก็บเงินเดือนละ 12,000  บาท และพออายุ 33-40 ให้เก็บเดือนละ 15,000 บาท
ดังนั้น
อายุ 25-27 เก็บเงินเดือนละ 7,000  บาท
อายุ 28-32 เก็บเงินเดือนละ 12,000  บาท
อายุ 33-40 เก็บเงินเดือนละ 15,000  บาท

กรณี ฝากธนาคาร ดอกเบี้ย 3%
อายุ 40 จะมีเงินเก็บ = 2,950,000 บาท โดยประมาณ
กรณี ลงทุนผลตอบแทน 10%
อายุ 40 จะมีเงินเก็บ = 4,900,000 บาท โดยประมาณ
กรณี ลงทุนให้เก่ง ผลตอบแทน 20%
อายุ 40 จะมีเงินเก็บ = 10,800,000 บาท โดยประมาณ

เห็นมั้ยครับ ยอมลำบากในช่วง 3-4 ปี แรกของการทำงาน เมื่อเงินเดือนแรก เพิ่มก็ใช้มากขึ้น แต่จุดสำคัญคือการบริหารเงินออมให้เติบโตมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ก็จะมีเงิน 10 ล้านบาทแล้ว และคนที่รวยแล้วต่อไปก็ต้องอดออมอีก เพราะเงินจะทำงานแทนเรา ยกตัวอย่าง นายคนนี้ เมื่ออายุ 40  ปี ก้ไม่ต้องเก็บเงินใด ๆ อีก มีเงินเดือนเท่าไหร่ก็ใช้ไปให้หมด เพียงแต่ใส่ใจกับการบงทุนให้ได้ผลตอบแทน 20% ต่อปี แล้วเมื่ออายุ 65 ปี นายคนนี้จะมีเงิน 1,039 ล้านบาท ใช่ครับ เป็นเศรษฐีพันล้านไปแล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงรุ้และเชื่อแล้วว่าการลงทุนให้ผลตอบแทนสูง ๆ สำคัญกว่าการหาเงินให้เได้รายได้สูง ๆ เสียอีก แต่ปัญหาที่ทุกคนยังสงสัยคือ "ทำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ " จะให้เล่นหุ้นก็กลัวขาดทุน จะเล่นทองก็หาจังหวะไม่เก่ง เอาเป็นว่าติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ แล้วกันนะครับ แล้วผมจะคอยแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้ครับ...

No comments:

Post a Comment