1 การลงทุนในระยะยาว เปรียบเสมือนการหยิบลูกบอลหลาย ๆ ครั้ง จนผลที่ออกมาจะใกล้เคียงกับสถิติ ควรเลือกหยิบหรือเลือกลงทุน กองทุนที่มีความเสี่ยง แต่ให้ผลตอบแทนเยอะ จะดีกว่า เช่น หุ้น
2 กองทุนในระยะสั้น ให้เลือกความเสี่ยงต่ำ สามารถถอนเงินออกมาได้ เมื่อต้องการใช้ ได้เป็นหลัก
3 คิดใหม่ ทำใหม่ ผมเชื่อว่า เราสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือมีความเสี่ยงต่ำลง ด้วยหลักการ เลือกจังหวะ เวลาที่เหมาะสม ผมจะอธิบายให้ฟังดังนี้
ปัญหาของการลงทุนระยะยาว
ผมแนะนำให้เลือกลงทุนระยะยาวในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น แต่ปัญหาที่ทำให้ผลตอบแทนไม่มากกว่า 10% ต่อปี ก็คือ ความผันผวน ผมขอแนะนำกราฟผลตอบแทน หุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ และเงินฝาก ที่ฟุ้งขึ้น ฟุ่งลง ก็คือมูลค่าเงินที่ลงทุนในหุ้น
บริหารการเงิน
เทคนิคการบริหารการเงิน การลงทุนในตลาดหุ้น บริหารเงินของคุณให้เกิดผลงอกเงย ด้วยการใช้เงินทำงาน เทคนิควางแผนการเงินเพื่ออนาคต บริหารเงินร้อยให้เป็นเงินล้าน ที่นี่มีคำแนะนำ...ต้องอ่าน
Wednesday, May 18, 2011
ทุกคนอยากได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ
หากพูดแบบกว้าง ๆ คนทุกคนอยากบริหารเงินให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ อยากรวยเร็ว ๆ ซึ่งผมเคยเขียนแนะนำเกี่ยวกับ หุ้น คอนโด ทองคน คนก็แห่ไปจองคอนโด ซื้อหุ้น ซื้อทอง ซึ่งในขณะเดี่ยวกัน หุ้นขึ้นไปเยอะมาก ราคาคอนโดใหม่ ๆ ก็แพง และมีคนมาแย่งซื้อกันเยอะ ผมจึงคิดว่าสุดท้ายแล้ว อาจจะขาดทุน หรือไม่ได้ผลตอบแทนสูงอย่างที่คิด
หากการลงทุนในอะไรก็ตามเราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ พอสมควร หากไม่รู้มันคือความเสียง และมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ ผมจึงจะแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมอีกที เพราะอย่างน้อย กองทุนที่เราซื้อก็มีมืออาชีพที่เรียนด้านนี้มาที่ติดตามข้อมูลทุกวัน คอยดูแลให้เรา หน้าที่เราคือ ต้องเลือกกองทุนให้ถูกตัวถูกเวลา
เพราะว่ากองทุนในเมืองไทยมีหลายร้อยตัวให้เลือก แล้วเราจะเลือกตัวไหนล่ะ ? เวลาที่เราจะเดินไปธนาคารเพื่อซื้อกองทุน พนักงานก็จะถามว่า ต้องการความเสียงแบบไหน ผลตอบแทนแบบไหน คนส่วนใหญ่ก็ตอบว่า ต้องการแบบไม่เสี่ยง และผลตอบแทนเยอะ ๆ พนักงานก็จะบอกว่า ไม่มีค่ะ
หลักการเรื่อง ผลตอบแทน กับ ความเสี่ยง ที่พนักงานธนาคารเรียนมาคือ
อะไรที่ให้ผลตอบแทนสูง จะมีความเสี่ยงสูง
อะไรหที่มีความเสี่ยงต่ำ จะมีผลตอบแทนต่ำ
หากการลงทุนในอะไรก็ตามเราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ พอสมควร หากไม่รู้มันคือความเสียง และมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ ผมจึงจะแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมอีกที เพราะอย่างน้อย กองทุนที่เราซื้อก็มีมืออาชีพที่เรียนด้านนี้มาที่ติดตามข้อมูลทุกวัน คอยดูแลให้เรา หน้าที่เราคือ ต้องเลือกกองทุนให้ถูกตัวถูกเวลา
เพราะว่ากองทุนในเมืองไทยมีหลายร้อยตัวให้เลือก แล้วเราจะเลือกตัวไหนล่ะ ? เวลาที่เราจะเดินไปธนาคารเพื่อซื้อกองทุน พนักงานก็จะถามว่า ต้องการความเสียงแบบไหน ผลตอบแทนแบบไหน คนส่วนใหญ่ก็ตอบว่า ต้องการแบบไม่เสี่ยง และผลตอบแทนเยอะ ๆ พนักงานก็จะบอกว่า ไม่มีค่ะ
หลักการเรื่อง ผลตอบแทน กับ ความเสี่ยง ที่พนักงานธนาคารเรียนมาคือ
อะไรที่ให้ผลตอบแทนสูง จะมีความเสี่ยงสูง
อะไรหที่มีความเสี่ยงต่ำ จะมีผลตอบแทนต่ำ
Tuesday, May 17, 2011
ผลตอบแทน คือ คำตอบความร่ำรวย
มหัศจรรย์แห่งดอกเบี้ย
ความลับของความรวยที่สำคัญอีกอย่างที่คนรวยมักจะรู้ แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ คือ พลังของดอกเบี้ย ซึ่งท่านอาจคิดว่าดอกเบี้ยเพียงปีละ 10% คือการฝากเงินไว้ 100 บาท แล้วได้ดอกเบี้ยะปีละ 10 บาท นี่แหละ จะมีความมหัศจรรย์เพียงนี้ ขอยกตัวอย่าง การออมเงินของ ฝาแฝด ก และ ข
ตัวอย่าง นาย ก เริ่มเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี และเลิกเก็บเมื่ออายุ 35 ปี ใช้เวลาเก็บ 10 ปี หลังจากนั้น นาย ก ก้ปล่อยให้เงินเก็บก้อนนั้นโตไปเรื่อย ๆ จนอายุ 65 ปี
ตัวอย่าง นาย ข ช่วงแรก ๆ ชอบเที่ยวจึงไม่ได้เงิน และมาเริ่มเก็บเมื่อตอนอายุ 30 ปี เริ่มช้ากว่านาย ก 5 ปี แต่นาย ข มุ่งมั่นที่จะเก็บเงินอย่างสม่ำเสมอ เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อายุ 30 ปี จนกระทั่ง 65 ปี ใช้เวลาเก็บ 35 ปี
หากการเก็บเงินของคนทั้งคู่ เป็นการเก็บโดยการใส่กระปุก แล้วฝังดินไว้ คือไม่มีผลตอบเทนจากดอกเบี้ย หรือการลงทุนใด ๆ
นาย ก จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 2,000 x 12 x 10 = 240,000 บาท
นาย ข จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 2,000 x 12 x 35 = 840,000 บาท
แต่ทั้งคู่นำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสัก 10% ต่อปี พลังของดอกเบี้ยจะทำให้
นาย ก จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 7,340,000 บาท
นาย ข จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 7,150,000 บาท
ข้อสังเกตุ
ด้วยความสามารถพิเศษของดอกเบี้ย ทำให้เงินของทั้งคู่เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว จากการนำเงินไปฝังดิน
พลังของดอกเบี้ยนี้เอง ทำให้นาย ก ซึ่งเก็บเงินน้อยกว่านาย ข แต่มีเงินเมื่ออายุ 65 มากกว่านาย ข
นี่คือหลักการ ให้เงินทำงานแทนเรา เพราะนาย ก เลิกเก็บเงินตั้งแต่อายุ 35 แต่นาย ข ขยันเก็บมาเรื่อย ๆ
ผลตอบแทนที่ทบต้น จะทำให้เราได้เงินแบบ ทวีคูณ เช่น ในปีที่ 66 กับดอกเบี้ย 10% ทั้งคู่จะได้อีกปีละ 700,000 กว่าบาท นี่แหละทำไมคนรวยถึงยิ่งรวย เพราะใช้เพียงแค่ดอกเบี้ยก็พอกินแล้ว
นี่หากท่านคิดว่า พลังของดอกเบี้ย ยังไม่มหัศจรรย์อีก ลองยกตัวอย่างใหม่ ดังนี้
ตัวอย่าง ตามชีวิตจริง หากนาย ก รู้จักวิธีการลงทุน และทำผลตอบแทนได้ปีละ 20% ในขณะที่นาย ข ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการลงทุน จึงนำเงินไปฝากประจำ ได้ดอกเบี้ยปีละ 3% ด้วยวิธีการเก็บเงินแบบเดิม
กับผลตอบแทน 20% เมื่ออายุ 65 ปี นาย ก จะมีเงิน 177 ล้านบาท
กับผลตอบแทน 3% เมื่ออายุ 65 ปี นาย ข จะมีเงินเก็บ 1 ล้าน 5 แสนบาท
แทบไม่น่าเชื่อ กับคำตอบที่คำนวณได้ ผมเองยังทึ่งใน ความสามารถของดอกเบี้ยจริง ๆ ดังนั้น เคล็ดลับความรวย อยู่ที่การบริหารเงิน ไม่ใช่การหาเงิน...
ความลับของความรวยที่สำคัญอีกอย่างที่คนรวยมักจะรู้ แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ คือ พลังของดอกเบี้ย ซึ่งท่านอาจคิดว่าดอกเบี้ยเพียงปีละ 10% คือการฝากเงินไว้ 100 บาท แล้วได้ดอกเบี้ยะปีละ 10 บาท นี่แหละ จะมีความมหัศจรรย์เพียงนี้ ขอยกตัวอย่าง การออมเงินของ ฝาแฝด ก และ ข
ตัวอย่าง นาย ก เริ่มเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี และเลิกเก็บเมื่ออายุ 35 ปี ใช้เวลาเก็บ 10 ปี หลังจากนั้น นาย ก ก้ปล่อยให้เงินเก็บก้อนนั้นโตไปเรื่อย ๆ จนอายุ 65 ปี
ตัวอย่าง นาย ข ช่วงแรก ๆ ชอบเที่ยวจึงไม่ได้เงิน และมาเริ่มเก็บเมื่อตอนอายุ 30 ปี เริ่มช้ากว่านาย ก 5 ปี แต่นาย ข มุ่งมั่นที่จะเก็บเงินอย่างสม่ำเสมอ เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อายุ 30 ปี จนกระทั่ง 65 ปี ใช้เวลาเก็บ 35 ปี
หากการเก็บเงินของคนทั้งคู่ เป็นการเก็บโดยการใส่กระปุก แล้วฝังดินไว้ คือไม่มีผลตอบเทนจากดอกเบี้ย หรือการลงทุนใด ๆ
นาย ก จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 2,000 x 12 x 10 = 240,000 บาท
นาย ข จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 2,000 x 12 x 35 = 840,000 บาท
แต่ทั้งคู่นำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสัก 10% ต่อปี พลังของดอกเบี้ยจะทำให้
นาย ก จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 7,340,000 บาท
นาย ข จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 7,150,000 บาท
ข้อสังเกตุ
ด้วยความสามารถพิเศษของดอกเบี้ย ทำให้เงินของทั้งคู่เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว จากการนำเงินไปฝังดิน
พลังของดอกเบี้ยนี้เอง ทำให้นาย ก ซึ่งเก็บเงินน้อยกว่านาย ข แต่มีเงินเมื่ออายุ 65 มากกว่านาย ข
นี่คือหลักการ ให้เงินทำงานแทนเรา เพราะนาย ก เลิกเก็บเงินตั้งแต่อายุ 35 แต่นาย ข ขยันเก็บมาเรื่อย ๆ
ผลตอบแทนที่ทบต้น จะทำให้เราได้เงินแบบ ทวีคูณ เช่น ในปีที่ 66 กับดอกเบี้ย 10% ทั้งคู่จะได้อีกปีละ 700,000 กว่าบาท นี่แหละทำไมคนรวยถึงยิ่งรวย เพราะใช้เพียงแค่ดอกเบี้ยก็พอกินแล้ว
นี่หากท่านคิดว่า พลังของดอกเบี้ย ยังไม่มหัศจรรย์อีก ลองยกตัวอย่างใหม่ ดังนี้
ตัวอย่าง ตามชีวิตจริง หากนาย ก รู้จักวิธีการลงทุน และทำผลตอบแทนได้ปีละ 20% ในขณะที่นาย ข ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการลงทุน จึงนำเงินไปฝากประจำ ได้ดอกเบี้ยปีละ 3% ด้วยวิธีการเก็บเงินแบบเดิม
กับผลตอบแทน 20% เมื่ออายุ 65 ปี นาย ก จะมีเงิน 177 ล้านบาท
กับผลตอบแทน 3% เมื่ออายุ 65 ปี นาย ข จะมีเงินเก็บ 1 ล้าน 5 แสนบาท
แทบไม่น่าเชื่อ กับคำตอบที่คำนวณได้ ผมเองยังทึ่งใน ความสามารถของดอกเบี้ยจริง ๆ ดังนั้น เคล็ดลับความรวย อยู่ที่การบริหารเงิน ไม่ใช่การหาเงิน...
สูตรพื้นฐาน การลงทุน
หากพูดกันง่าย ๆ เรื่องการบริหารเงินออม คงต้องยกสูตรคณิตศาสตร์ หลักของการ เก็บเงินมาอ้างอิง ดังนี้
ผลตอบแทนการออมเงินในปีใด ๆ (ปี N ) = เงินออมต้น x อัตราผลตอบแทนยกกำลัง N
ในสมการนี้ มีตัวแปรที่สำคัญเพียง 3 ตัว ที่เป็นคำตอบของความรวย
1. เงินออมต้น
ก็คือ เงินออมที่เราจะเก็บได้ในแต่ละเดือน ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความสามารถ ส่วนบุคคล คือ งานที่ทำได้ดี ก็มีรายได้เยอะ เรื่องรายจ่าย อยู่ที่ลักษณะสังคมเพื่อนที่เราอยู่ และนิสัยส่วนตัว ผมคงไม่แนะอะไร และทำได้ยากที่สุด แต่ผมบอกได้ว่าส่วนของเงินออมต้น หากคนที่มีน้อยอย่างเพิ่งเสียใจ เพราะยังมีอีก 2 ตัวแปร ที่จะทำให้ผลลัพท์ (คือผลตอบแทนจากการลงทุน) ให้มากได้นั้นคือ ข้อ 2 และ 3
2. จำนวนปีที่ลงทุน
ตัวนี้คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่แท้จริง ดั่งคำพูดที่ว่า "หออมก่อนรวยก่อน" เพราะจำนวนปีที่เราเก็บเงิน มันจะเป็ฯตัว "ยกกำลัง" ทำให้ผลตอบแทนโตขึ้นอย่างหลายเท่าตัว ยกตัวอย่าง ดังนี้
วิธีการออมเงิน 10 ล้าน ตอนอายุ 65 ปี
เดี๋ยวนี้ผมว่า คนอายุ 60 ปี ไม่เรียกว่าแก่ ดังนั้นขอเป็นการเกษียณที่ 65 ปี ซึ่งมีวิธีเก็บเงิน โดยสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ย (ผลตอบแทนการลงทุน) อยู่ที่ 10% ต่อปี จะมีวิธีเก็บเงินมากมาย
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 25-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 1,700 บาท พออายุ 66 ปี ก็มี 10 ล้านแล้ว
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 35-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 4,600 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 45-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 13,000 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 55-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 47,500 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 60-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 124,000 บาท
ผลตอบแทนการออมเงินในปีใด ๆ (ปี N ) = เงินออมต้น x อัตราผลตอบแทนยกกำลัง N
ในสมการนี้ มีตัวแปรที่สำคัญเพียง 3 ตัว ที่เป็นคำตอบของความรวย
1. เงินออมต้น
ก็คือ เงินออมที่เราจะเก็บได้ในแต่ละเดือน ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความสามารถ ส่วนบุคคล คือ งานที่ทำได้ดี ก็มีรายได้เยอะ เรื่องรายจ่าย อยู่ที่ลักษณะสังคมเพื่อนที่เราอยู่ และนิสัยส่วนตัว ผมคงไม่แนะอะไร และทำได้ยากที่สุด แต่ผมบอกได้ว่าส่วนของเงินออมต้น หากคนที่มีน้อยอย่างเพิ่งเสียใจ เพราะยังมีอีก 2 ตัวแปร ที่จะทำให้ผลลัพท์ (คือผลตอบแทนจากการลงทุน) ให้มากได้นั้นคือ ข้อ 2 และ 3
2. จำนวนปีที่ลงทุน
ตัวนี้คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่แท้จริง ดั่งคำพูดที่ว่า "หออมก่อนรวยก่อน" เพราะจำนวนปีที่เราเก็บเงิน มันจะเป็ฯตัว "ยกกำลัง" ทำให้ผลตอบแทนโตขึ้นอย่างหลายเท่าตัว ยกตัวอย่าง ดังนี้
วิธีการออมเงิน 10 ล้าน ตอนอายุ 65 ปี
เดี๋ยวนี้ผมว่า คนอายุ 60 ปี ไม่เรียกว่าแก่ ดังนั้นขอเป็นการเกษียณที่ 65 ปี ซึ่งมีวิธีเก็บเงิน โดยสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ย (ผลตอบแทนการลงทุน) อยู่ที่ 10% ต่อปี จะมีวิธีเก็บเงินมากมาย
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 25-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 1,700 บาท พออายุ 66 ปี ก็มี 10 ล้านแล้ว
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 35-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 4,600 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 45-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 13,000 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 55-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 47,500 บาท
หากเริ่มเก็บ ตั้งแต่อายุ 60-65 ปี เก็บเงินเพียงเดือนละ 124,000 บาท
ให้เงินทำงานแทนเรา
อะไรคือการให้เงินทำงานแทนเรา คุณอาจเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็คงไม่เชื่อ และไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เงินงอกเงยได้ขนาดนั้นเลยหรือ เราก็สามารถสร้างรายได้ โดยไม่ต้องไปขวนขวย หารายได้พิเศษ เพียงแต่ต้องรู้จักต่อยอดเงินที่หามาได้ สังเกตุได้ จากคนจีนสมัยก่อน หากใครรู้จักนำเงิน มาซื้อที่ดีน ถูก ๆ ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็เป็นเศรษฐีไปแล้ว ส่วนคนที่ฝากธนาคารก็คงมีการถอนเข้า ฝากเพิ่ม มาใช้จ่าย จนปัจจุบัน ก็ยังคงมีความรวยเท่าสมัยก่อน ดังนั้น การทำเงินเก็บให้มีมูลค่าเพิ่มนี่แหละ สำคัญกว่ารายได้ที่หามาได้ ในชีวิตการทำงานเสียอีก
พื้นฐานความรู้สู่ความร่ำรวย
ผมขอปูพื้นฐานการลงทุนที่สำคัญอีกครั้ง ซึ่งเป็นเคล็ดลับความรวย ตามประโยคที่ผมมักบอกเพื่อน ๆ บ่อย ๆ คือ " เงินล้านแรกหากยากที่สุด" หากคุณมีเงิน 1 ล้าน แล้วล้านที่ 2 ที่ 3 หรือ 10 ล้านก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ แต่ แต่... คุณต้องทำความรู้จักกับ "พลังของดอกเบี้ยทบต้น" สิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง แม้แต่อัลเบริต์ ไอส์ไตน์ ที่ฉลาดมากยังต้องทึ่งกับการเติบโตอย่างทวีคูณของ ผลตอบแทนที่ทบต้นหรือดอกเบี้ยทบต้น นั้นเอง
พื้นฐานความรู้สู่ความร่ำรวย
ผมขอปูพื้นฐานการลงทุนที่สำคัญอีกครั้ง ซึ่งเป็นเคล็ดลับความรวย ตามประโยคที่ผมมักบอกเพื่อน ๆ บ่อย ๆ คือ " เงินล้านแรกหากยากที่สุด" หากคุณมีเงิน 1 ล้าน แล้วล้านที่ 2 ที่ 3 หรือ 10 ล้านก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ แต่ แต่... คุณต้องทำความรู้จักกับ "พลังของดอกเบี้ยทบต้น" สิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง แม้แต่อัลเบริต์ ไอส์ไตน์ ที่ฉลาดมากยังต้องทึ่งกับการเติบโตอย่างทวีคูณของ ผลตอบแทนที่ทบต้นหรือดอกเบี้ยทบต้น นั้นเอง
รวยได้แต่ต้องลงทุน
กฏพื้นฐานข้อ 2 รวยได้แต่ต้องลงทุน
เมื่อเราเริ่มมีเงินเก็บ โอกาสที่จะรวยก็เริ่มมีมากขึ้น แต่คนหลายคน (ส่วนใหญ่ของประเทศ) ยังคงเก็บเงินในบัญชีธนาคาร ไม่ว่าจะออมทรัพย์ (ดอกเบี้ย 0.5%) หรือฝากประจำ มันน้อยมาก ๆ และผมคาดว่าจะน้อยกว่าเงินเฟ้อเสียอีก นั้นคือคนฝากเงินเก็บในธนาคารจะจนลงทุกปี ผมยกตัวอย่าง
ตัวอย่าง ทำไมฝากธนาคารทำให้เราจนลง (ตัวอย่างจากหนักงสือการบริหารเงินเก็บผ่านกองทุนรวม)
ปี 2550 เพื่อนผมคนหนึ่งมีเงิน 1 ล้านบาท มีแผนการจะซื้อคอนโดไว้แต่งงาน ในปี 253 จะทำอย่างไรดี
ทางเลือกที่ หนึ่ง ฝากธนาคาร เอาเงิน 1 ล้านบาทไปฝากประจำแบบ 12 เดือน ได้ดอกเบี้ย 1% ผ่านไป 2 ปี เพื่อนผมถอนเงินออกมาพร้อมดอกเบี้ยได้เงินมา 1,016,500 บาท
ทางเลือกที่ สอง นำเงิน 1 ล้านบาทไปซื้อคอนโด ไว้ 1 ห้อง โดยทันทีแล้วปล่อย ไม่อยากปล่อยให้เช่า แต่ต้องจ่ายค่าส่วนกลางปีละ 7,200 บาท หรือประมาณ 14,400 บาทในเวลา 2 ปี
เพื่อนผมไม่อยากจะต้องเสียค่าส่วนกลางไปเปล่า ๆ เลยตัดสินใจนำเงินไปฝากธนาคารไว้ก่อน และเมื่อเวลาผ่านไป จะกลับมาวื้อห้องที่ LPN ในโครงการเดิม ปรากฏว่าราคาคอนโดพุ่งขึ้นไปเป็น ห้องละ 1.4 ล้านบาท แล้วเข้าจึงต้องนำเงินเก็บมาเพิ่มอีก 383,500 บาท
นี่คือความจริง ๆ ที่หลาย ๆ คนไม่รู้ ว่าการฝากธนาคารทำให้เราจนลง เพราะค่าของเงินน้อยลง ซึ่งเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดกับเพื่อน ๆ ผมอีกหลายคน เช่นคนที่ต้องการซื้อทองไปหมั่นสาว วางแผนเก็บเงินกันอย่างดี คิดจะซื้อทอง 10 บาท ราคาบาทละ 10,000 บาท เอาเงิน 100,000 บาทไปฝากธนาคารร่วมกัน แต่พอเวลาผ่านไป ต้องใช้เงินซื้อบาทละ 18,000 1บาท เงินจึงไม่พอ
ผมพอสรุปเลยละกันว่า เงินฝากธนาคารจะเอาไว้สำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น เงินเก็บส่วนที่ต้องการให้งอกเงย ต้องนำไปบริหารด้วยวิธีอื่น
เมื่อเราเริ่มมีเงินเก็บ โอกาสที่จะรวยก็เริ่มมีมากขึ้น แต่คนหลายคน (ส่วนใหญ่ของประเทศ) ยังคงเก็บเงินในบัญชีธนาคาร ไม่ว่าจะออมทรัพย์ (ดอกเบี้ย 0.5%) หรือฝากประจำ มันน้อยมาก ๆ และผมคาดว่าจะน้อยกว่าเงินเฟ้อเสียอีก นั้นคือคนฝากเงินเก็บในธนาคารจะจนลงทุกปี ผมยกตัวอย่าง
ตัวอย่าง ทำไมฝากธนาคารทำให้เราจนลง (ตัวอย่างจากหนักงสือการบริหารเงินเก็บผ่านกองทุนรวม)
ปี 2550 เพื่อนผมคนหนึ่งมีเงิน 1 ล้านบาท มีแผนการจะซื้อคอนโดไว้แต่งงาน ในปี 253 จะทำอย่างไรดี
ทางเลือกที่ หนึ่ง ฝากธนาคาร เอาเงิน 1 ล้านบาทไปฝากประจำแบบ 12 เดือน ได้ดอกเบี้ย 1% ผ่านไป 2 ปี เพื่อนผมถอนเงินออกมาพร้อมดอกเบี้ยได้เงินมา 1,016,500 บาท
ทางเลือกที่ สอง นำเงิน 1 ล้านบาทไปซื้อคอนโด ไว้ 1 ห้อง โดยทันทีแล้วปล่อย ไม่อยากปล่อยให้เช่า แต่ต้องจ่ายค่าส่วนกลางปีละ 7,200 บาท หรือประมาณ 14,400 บาทในเวลา 2 ปี
เพื่อนผมไม่อยากจะต้องเสียค่าส่วนกลางไปเปล่า ๆ เลยตัดสินใจนำเงินไปฝากธนาคารไว้ก่อน และเมื่อเวลาผ่านไป จะกลับมาวื้อห้องที่ LPN ในโครงการเดิม ปรากฏว่าราคาคอนโดพุ่งขึ้นไปเป็น ห้องละ 1.4 ล้านบาท แล้วเข้าจึงต้องนำเงินเก็บมาเพิ่มอีก 383,500 บาท
นี่คือความจริง ๆ ที่หลาย ๆ คนไม่รู้ ว่าการฝากธนาคารทำให้เราจนลง เพราะค่าของเงินน้อยลง ซึ่งเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดกับเพื่อน ๆ ผมอีกหลายคน เช่นคนที่ต้องการซื้อทองไปหมั่นสาว วางแผนเก็บเงินกันอย่างดี คิดจะซื้อทอง 10 บาท ราคาบาทละ 10,000 บาท เอาเงิน 100,000 บาทไปฝากธนาคารร่วมกัน แต่พอเวลาผ่านไป ต้องใช้เงินซื้อบาทละ 18,000 1บาท เงินจึงไม่พอ
ผมพอสรุปเลยละกันว่า เงินฝากธนาคารจะเอาไว้สำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น เงินเก็บส่วนที่ต้องการให้งอกเงย ต้องนำไปบริหารด้วยวิธีอื่น
Labels:
fund,
make money,
กองทุนรวม,
บริหารการเงิน,
บริหารหนี้,
ปลดแอก
Monday, May 16, 2011
หลักการจัดการกับหนี้สิน
หลักการจัดการกับหนี้สิน มีรายละเอียดมาก ผมจะเสนอสั้น ๆ ดังนี้
1. ต้องมั่นใจว่ารายได้มากกว่ารายจ่าย ข้อนี้เป็นต้นเหตุแห่งหนี้ เพราะรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทุก ๆ เดือนเราจึงมีหนี้มากขึ้น ดังนั้นก่อนจัดการหนี้ ให้จัดการชีวิตเสียก่อน
2. บันทึกรายการหนี้ทั้งหมด จดหนี้ที่คุณมีทั้งหมด ทั้งหนี้บุคคล หนี้บัตร หนี้ธนาคาร ฯลฯ
3. แยกหนี้สินออกตามดอกเบี้ย จดบันทึกหนี้ที่มี แยกตามอัตราดอกเบี้ยที่เสีย เพื่อจะได้เห็นชัดว่าแต่ละเดือนเราเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ อะไรบ้าง และเมื่อต้องเริ่มกำจัดหนี้ จงเลือกหนี้ตัวที่เสียดอกเบี้ยแพงที่สุดก่อน
4. หาเงินก้อนปลดหนี้ เนื่องจากหนี้บางตัว เสียดอกเบี้ยสูงมาก เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรเงินด่วน หนี้นอกระบบ ดังนั้นคุณต้องเปลี่ยนหนี้ดอกเบี้ยสูงเป็นดอกเบี้ยต่ำ หรือหาเงินก้อนมาปลดหนี้ซะ ไม่งั้นการเสียดอกเงินกู้สูง 20% คุณไม่มีทางปลดหนี้ได้ง่าย ๆ แน่ วิธีหาเงิน เช่น เอาเงินออมมาปลดหนี้ ยืมเงินพ่อแม่ เพื่อน บริษัท ขายทรัพย์สินบางอย่างแปลงเป็นเงิน เช่น ทีวีจอแบน เป็นต้น
5.ย้อนกลับไปกำจัดหนี้ที่เหลือ
หลักการ 3 ข้อในการเก็บเงินที่ผมแนะนำนี้เป็นเพียงส่วนย่อ ๆ เท่านั้น หากสนใจ เทคนิคการบริหารการเงินผ่านกองทุนรวม ก็ต้องติดตามอ่านกันต่อไปล่ะครับ...
1. ต้องมั่นใจว่ารายได้มากกว่ารายจ่าย ข้อนี้เป็นต้นเหตุแห่งหนี้ เพราะรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทุก ๆ เดือนเราจึงมีหนี้มากขึ้น ดังนั้นก่อนจัดการหนี้ ให้จัดการชีวิตเสียก่อน
2. บันทึกรายการหนี้ทั้งหมด จดหนี้ที่คุณมีทั้งหมด ทั้งหนี้บุคคล หนี้บัตร หนี้ธนาคาร ฯลฯ
3. แยกหนี้สินออกตามดอกเบี้ย จดบันทึกหนี้ที่มี แยกตามอัตราดอกเบี้ยที่เสีย เพื่อจะได้เห็นชัดว่าแต่ละเดือนเราเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ อะไรบ้าง และเมื่อต้องเริ่มกำจัดหนี้ จงเลือกหนี้ตัวที่เสียดอกเบี้ยแพงที่สุดก่อน
4. หาเงินก้อนปลดหนี้ เนื่องจากหนี้บางตัว เสียดอกเบี้ยสูงมาก เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรเงินด่วน หนี้นอกระบบ ดังนั้นคุณต้องเปลี่ยนหนี้ดอกเบี้ยสูงเป็นดอกเบี้ยต่ำ หรือหาเงินก้อนมาปลดหนี้ซะ ไม่งั้นการเสียดอกเงินกู้สูง 20% คุณไม่มีทางปลดหนี้ได้ง่าย ๆ แน่ วิธีหาเงิน เช่น เอาเงินออมมาปลดหนี้ ยืมเงินพ่อแม่ เพื่อน บริษัท ขายทรัพย์สินบางอย่างแปลงเป็นเงิน เช่น ทีวีจอแบน เป็นต้น
5.ย้อนกลับไปกำจัดหนี้ที่เหลือ
หลักการ 3 ข้อในการเก็บเงินที่ผมแนะนำนี้เป็นเพียงส่วนย่อ ๆ เท่านั้น หากสนใจ เทคนิคการบริหารการเงินผ่านกองทุนรวม ก็ต้องติดตามอ่านกันต่อไปล่ะครับ...
Labels:
fund,
make money,
กองทุนรวม,
เงินเก็บ,
บริหารการเงิน,
บริหารหนี้,
ปลดแอก
Subscribe to:
Posts (Atom)